ารฝึกสมาธิตามแบบพุทธศาสนาเถรวาท อานาปานสติ การฝึกสมาธิแบบอานาปานสติ เป็นรูปแบบการฝึกสมาธิที่นิยมฝึกกันมาก ในทางพระพุทธศาสนาเถรวาท ในที่นี้จักขอยกเอาการฝึกสมาธิตามแบบสายพระธุดงค์อีสาน โดยมีพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ เป็นครูผู้สอนสมาธิที่มีชื่อเสียงมากในสายพระธุดงค์อีสาน[๒๙] ซึ่งท่านใช้คำว่า พุท-โธ Ýเป็นหลักในการภาวนาตามจังหวะลมหายใจเข้า-ออกÝ นอกจากนี้ท่านยังเน้นการเดินจงกรม โดยระยะที่จะเดินประมาณ ๕ เมตร ถึง ๑๐ เมตร มองทอดสายตาดู ไปข้างหน้าประมาณ ๔ Ýก้าวเพื่อไม่ให้จิตใจวอกแวก ส่วนมือซ้ายก็นำมาวางที่หน้าท้องและมือขวามาวางทับ เพื่อป้องกันแขนแกว่งขณะเดิน และดูสวยงาม เมื่อได้ท่าที่พอดีแล้วก็เดินก้าวขาขวาไป ก็นึกคำว่า "พุท" และเมื่อก้าวขาซ้ายไปก็นึก คำว่า "โธ" เวลาเดินไม่หลับตาแต่ให้ลืมตา และกำหนดสัมผัสของเท้าที่ก้าวเหยียบลงพื้น เดินว่าพุทโธไปเรื่อย พอถึงปลายทาง เดินก็หยุดนิดหนึ่ง แล้วก็หันกลับด้านขวามือ Ýมาทางเดิม และเดินว่าพุทโธต่อไป อย่าเร็วเกินไป หรือช้าเกินไป กำหนดจิตของเราอยู่ที่ก้าวเดินและคำภาวนา ไม่ให้จิตวอกแวก สิ่งสำคัญคือ การกำหนดจิตให้ทันการเคลื่อนไหว ส่วนการเดินเป็นเพียงส่วนประกอบเท่านั้น เราควรทำอย่างน้อย ๓๐ นาที และจะดีมากขึ้นถ้าตามด้วยการนั่งสมาธิ เพราะการเดินจงกรม เป็นการเปลี่ยน อิริยาบถ ปล่อยอารมณ์ และเตรียมร่างกายให้พร้อมสู่การนั่งสมาธิ อิริยาบถนั่งสมาธิ นั่งขัดสมาธิ เอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย วางลงบนตัก ตั้งกายตรง (ไม่นั่งก้มหน้า ไม่นั่งเงยหน้า ไม่นั่งเอียงซ้าย ไม่เอียงขวา ไม่โยกหน้า ไม่โยกหลัง) ไม่กดและข่มอวัยวะในร่างกาย วางกายให้สบาย ๆ ตั้งจิตให้ตรง ลงตรงหน้า กำหนดรู้ซึ่งจิตเฉพาะหน้า ไม่ส่งจิตให้ฟุ้งซ่าน ไปในเบื้องหน้า-เบื้องหลัง (อนาคตและอดีต) พึงเป็นผู้มีสติ กำหนดจิตรวมเข้าตั้งไว้ในจิต บริกรรมÝ พุทโธจนกว่าจะเป็นเอกัคคตาจิต สรุปการทำสมาธิแบบอานาปานสติ จะใช้วิธีเอาสติไปอยู่ที่ลมหายใจเข้า-ออก โดยภาวนาพุท-โธ กำกับด้วย ส่วนนอกรอบก็ฝึกสติด้วยการเดินจงกรมพร้อมกับภาวนา พุท-โธ ไปด้วย ซึ่งผลการปฏิบัติที่ดีก็จะทำให้ใจสงบ มีดวงสว่าง เป็นต้น หรือที่พระอาจารย์มั่นมักเรียกว่า ดวงพุทโธ การบริกรรมยุบหนอ- พองหนอ เน้นการใช้สติปัฏฐาน ๔ ควบคู่กับการบริกรรมยุบหนอ-พองหนอ เป็นแนวการสอนสมาธิตามแบบปะเทศพม่า และพระธรรมธีรราชมหามุนี (พระมหาโชดก ญาณสิทธิ) เป็นผู้ไปฝึกปฏิบัติแล้วนำมาเผยแพร่ที่ประเทศไทย ซึ่งท่านจัดสอนที่ìวัดมหาธาตุฯî ซึ่งมีวิธีปฏิบัติโดยย่อว่า ให้เดินจงกรมเสียก่อนประมาณ ๓๐ นาที ถึง ๑ ชั่วโมง โดยเน้นให้มีสติอยู่ที่ส้นเท้าเป็นหลัก และเมื่อเดินจงกรมครบกำหนดแล้วให้นั่งสมาธิ เอาสติไว้ที่ท้องภาวนาว่า ìพองหนอ ยุบหนอî ประมาณ ๓๐ นาที ถึง ๑ ชั่งโมง ถ้านั่งครบกำหนดแล้ว ก็ให้ลุกขึ้นเดินจงกรมอีก และนั่งสมาธิอีก ทำให้ต่อเนื่องสลับกันไป สำหรับการนั่งสมาธิ และ เดินจงกรม ที่สอนในแบบยุบหนอ พองหนอนี้ Ýมุ่งเน้นพิจารนาตามกฎไตรลักษณ์ ส่วนวิธีการอาจมีความแตกต่างกันบ้างในรายละเอียด ตามแต่อาจารย์ที่สอน สำหรับวิธีการโดยทั่วไป มีคือดังนี้ ให้ยืนตัวตรง ใบหน้าและลำคอตรง ทอดสายตาไปที่พื้นห่างจากปลายเท้าประมาณ ๒-๓ เมตร เอามือวางหน้าท้องเหนือสะดือเล็กน้อย ยกเท้าขวาจากพื้นช้าๆ พร้อมกับบริกรรม ìขวาî พอเท้าขวาเคลื่อนไปข้างหน้า บริกรรม ìย่างî พอเท้าขวาลงจดพื้น บริกรรม ìหนอî และยกเท้าซ้าย บริกรรม ìซ้ายî พอเท้าซ้ายเคลื่อนไปข้างหน้า กำหนดîย่างî พอเท้าซ้ายจดพื้น บริกรรม ìหนอî พอเดินไปได้ สุดทาง ประมาณ ๗-๘ เมตรหรืออย่างน้อยควรมีที่เดินได้สัก ๘ ก้าว ก็กำหนดหยุดหนอ เท้าชิดกันบนพื้น ยืนตรงกำหนด ìยืนหนอî แล้วก็กลับตัว กำหนด ìกลับหนอî พร้อมหมุนส้นเท้าขวา ตามด้วยเท้าซ้ายอย่างช้า ๆ ค่อย ๆ ทำจนหมุนกลับมาทางเดิม และเริ่ม ขวา-ย่าง-หนอ และ ซ้าย-ย่าง-หนอ ต่อไปจนครบเวลาพอสมควร เมื่อฝึกกำหนดจนคล่องแล้วอาจเพิ่ม การกำหนดละเอียดขึ้นไปอีก จนครบ ๖ ระยะ คือ ๑.ขวา... ย่าง... หนอ ..., ซ้าย ... ย่าง ... หนอ... ๒.ยก... หนอ... , เหยียบ... หนอ... ๓.ยก... หนอ... , ย่าง.... หนอ... , เหยียบ... หนอ... ๔.ยกส้น ... หนอ...., ยก....หนอ..., ย่าง...หนอ...., เหยียบ.... หนอ.... ๕.ยกส้น .... หนอ....., ยก.... หนอ..., ย่าง... หนอ..., ลง... หนอ..., ถูก... หนอ... Ý๖.ยกส้น... หนอ..., ยก... หนอ..., ย่าง... หนอ..., ลง... หนอ..., ถูก... หนอ ..., กด... หนอ... ถ้าเป็นสายคุณแม่สิริ กรินชัย จะเพิ่มระยะที่ ๗ ๗. ยกส้น... หนอ ..., ไม่คิดหนอ, ยก... หนอ...ไม่คิดหนอ, (ทวนระยะ ๖ เพิ่มคิดและไม่คิด) แต่ถ้าผู้ฝึกคนใดชอบฝึกอย่างเคร่งครัด ก็จะฝึกให้มีสติทุอิริยาบถ โดยให้มีสติรู้ตัวตลอดเวลาแล้วภาวนากำกับอารมณ์นั้น ๆ ที่เกิดขึ้นมา เช่น กินหนอ ๆ ๆÝ อ้าปากหนอ ๆ ๆÝ เคี้ยวหนอ ๆ ๆÝ ยกแขนลงหนอ ๆ ๆ เป็นต้น การนั่งสมาธิ ให้นั่งแบบพระพุทธรูปที่ใช้พระหัตถ์ขวาทับพระหัตถ์ซ้ายบนตัก ผู้ที่ไม่ถนัดอาจอนุโลมให้นั่งพับเพียบ หรือนั่งเก้าอี้ก็ได้ แต่ต้องนั่งตัวตรง และไม่พิงพนักเก้าอี้ หลับตา ให้เอาสติมาจับอยู่ที่ท้องเหนือสะดือ ขึ้นมาประมาณ ๒ นิ้ว หายใจตามปรกติ โดยเวลาหายใจเข้า ท้องโป่งพองออก กำหนดว่า ì พองหนอî เวลาหายใจออกท้องจะแฟบยุบ ก็กำหนดว่า ì ยุบหนอî โดยกำหนดให้เท่าทันอาการ ในเวลานั่งไป หากได้ยินเสียง ก็กำหนดยินหนอ หากมีความปวดเมื่อยเกิด ก็กำหนดเมื่อยหนอจนหายไป คงมีสติกำหนดในอาการต่าง ๆ ตามสติปัฏฐาน ๔ หากไม่มีอาการอื่นก็ กำหนดพองยุบต่อไปจนเห็นความดับเฉยของ พองยุบ Ýเวลาที่ใช้ในการนั่งสมาธิมักใช้เวลาพอดีกับการ เดินจงกรม สรุปการทำสมาธิด้วยการภาวนายุบหนอ พองหนอ เป็นการฝึกสติอยู่กับลมหายใจที่ท้องเป็นหลัก ส่วนถ้ามีอารมณ์อื่นมาแทรก ก็ให้พิจารณา คือ เอาอารมณ์นั้นมาภาวนาแทนจนกว่าใจจะสงบ ส่วนถ้าเดินจงกรมก็ให้มีสติอยู่กับเท้าที่เดินอยู่ตลอดเวลา ทั้งหมดนี้มุ่งหวังให้ใจรู้เท่าทันอารมณ์ที่เกิดขึ้นกับตนเองอยู่เสมอ การฝึกสมาธิขั้นต้นเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย การฝึกสมาธิแบบนี้ พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนีได้ฝึกปฏิบัติ และได้นำมาถ่ายทอดให้แก่ศิษยานุศิษย์ รูปแบบการฝึกเป็นการใช้อาโลกกสิณ หรือ กสิณแสงสว่าง ควบคู่กับการบริกรรมภาวนา ìสัมมา อะระหังî ซึ่งเป็นการเจริญพุทธานุสสติ ขั้นตอนการปฏิบัติในเบื้องต้น มีดังต่อไปนี้ กราบบูชาพระรัตนตรัย สมาทานศีลห้า หรือศีลแปด และระลึกถึงความดี ที่ได้กระทำมาทั้งหมด จนใจเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณงามความดีล้วนๆÝ แล้วนั่งขัดสมาธิ เท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวาทับมือซ้าย นิ้วชี้ขวาจรดหัวแม่มือซ้าย นั่งให้อยู่ในจังหวะพอดี หลับตาพอสบาย แล้วตั้งใจมั่น วางอารมณ์สบาย สร้างความรู้สึกให้พร้อมทั้งกายและใจ ว่ากำลังจะเข้าไปสู่ภาวะแห่งความสงบสบายอย่างยิ่ง