แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ
อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย

            
         ไปปราสาทหินพิมายจะผ่านแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่ง   ตั้งแต่ น้ำตกมวกเหล็กจั งหวดสระบุรีไปผ่าน ลำตะคอง
ที่ฤดูน้ำ น้ำจะเต็มอ่างสวยนัก จะไม่สวยก็ตอนที่ปล่อยให้มีการสร้างร้านอาหารริมขอบอ่างจนเต็มไปหมดแทนที่จะได้ชมความงามในอ่างน้ำลำตะคอง พื้นที่ส่วนใหญ่ก็จะได้ชมแผงปิ้งปลาปิ้งไก่แทน เว้นตอนผ่านสีคิ้วไปแล้ว มีจุดชมวิวที่งดงามยิ่งหลายจุดต่อเนื่องกันไปเช่นสวนท้าวสุรนารี สวนน้าชาติ ศูนย์บริการของทางหลวง เป็นต้น จะไม่มีร้านอาหารมาบดบัง ออกไปยืนชมวิวได้สบายและมีสุขาที่เป็นสากลสร้างไว้บริการ เป็นที่ไชโย โห่ร้องของคนสูงอายุ คนพิการคนอ้วนและชาวต่างประเทศ ศูนย์บริการของทางหลวงทั้งประเทศไทยมีเพียง ๕ แห่งเท่าที่ผมพบคือ ที่ กม.๑๘๕ ทางหลวงหมายเลข ๑ ชัยนาท ที่ กม.๓๓ ศูนย์บริการทางหลวงขุนตาน อ.ห้างฉัตร ลำปาง ส่วนทางใต้ระยะทางยาวกว่า ๑,๐๐๐ กิโลเมตร พบแห่งเดียวที่ กม.๔๓๑ ก่อนถึงชุมพร และอีกแห่งก็ที่ริมลำตะคองนี่แหละมีกับเขาอยู่แค่นั้ หากจะบริการประชาชน จะส่งเสริมการท่องเที่ยวกันให้จริงจังกรมทางหลวงแผ่นดินควรสร้างทุกเส้นทางหลัก และทุกระยะ ๑๐๐ กม.เช่นตามทางหลวงแผ่นดินสาย ๑,,๓ และ ๔ เป็นต้น และเปิดจำหน่ายสินค้าโอท๊อปเป็นประจำถามแม่ค้าดูบอกว่า เก็บค่าที่แพงไปเลยขายไม่ออกเพราะต้องขายให้ได้ราคาต่ำกว่าในท้องตลาดด้วย จึงจะขายดีและเป็นแหล่งรวมที่จูงใจให้นักท่องเที่ยวตั้งใจมาแวะซื้อสินค้าโอท๊อปกันที่ศูนย์บริการทางหลวง ฯ เลยทีเดียวไม่ต้องไปวิ่งหาซื้อที่ไหน
           
มีปราสาทอีกแห่งก่อนถึงทางแยกไปปราสาทพิมายคือปราสาทพนมวันควรแก่การแวะไปชมอย่างยิ่งเมื่อเลยสูงเนินมาแล้ว ก่อนเข้าตัวเมืองโคราชก็จะมีทางบายพาส ยกป้ายว่า ไปขอนแก่นหากเลี้ยวซ้ายมาตามเส้นทางหมายเลข ๒ นี้อีก ๑๒ กม. จะมีทางแยกขวา เลี้ยวขวาไป ๕ กม.จะถึง ปราสาทพนมวัน ผมไปครั้งสุดท้ายเมื่อสัก ๓ ปีมาแล้วตอนนั้นกรมศิลปากรกำลังเร่งบูรณะเป็นการใหญ่ ขนาดกำลังบูรณะยังงดงาม ผ่านมาแล้ว ๓ปีคงจะบูรณะเสร็จเรียบร้อยสมบูรณ์แล้ว จะไปชมพิมายไม่ควรข้ามปราสาทพนมวันไปและอีกแห่งคือบ้านปราสาทชุมชนเก่าเคยเป็นแหล่งโบราณคดีดั้งเดิม รุ่นเดียวกับบ้านเชียง ที่จังหวัดอุดร ไปบ้านปราสาทเลี้ยวซ้ายประมาณ กม.๔๔.๔๐๐ ก่อนจะเลี้ยวไปพิมาย ที่บ้านปราสาทมีพิพิธภัณฑ์ มีชุมชน มีแหล่งโบราณคดี มีหมู่บ้านที่สะอาดเป็นตัวอย่างและมีโฮมสะเตย์ ผมไปเมื่อหลายปีมาแล้ว มีโฮมสะเตย์มากถึง ๔๒ บ้านป่านนี้คงมีเป็นร้อยแล้วกระมัง และหมู่บ้านนี้เคยได้รับรางวัลชนะเลิศ พาต้าโกลด์ประเภทโฮมสะเตย์ดีเด่น เมื่อปี ค.ศ.๑๙๙๔ ซึ่งเป็นรางวัลนานาชาติ
           
จากทางแยกเข้าบ้านปราสาทเลยไปอีกนิดเดียวจะถึง กม.๕๐  มีสี่แยกตลาดแคมีไฟสัญญาณจะไปพิมาย ให้เลี้ยวขวาพอเลี้ยวขวามาสักหน่อย ทางขวามือจะมีโรงงานทำเกลือด้วยการสูบน้ำจากใต้ดินที่เป็นน้ำเค็ม เพราะเมื่อหลายพันปีมาแล้วอีสานก็อยู่ใต้ทะเลเหมือนกัน ยิ่งลึก ยิ่งมีเกลือมาก แต่โรงงานทำเกลือที่นี่ทำแบบนาเกลือคือ สูบน้ำมาตากให้แห้ง ไม่ใช่แบบทำเกลือสินเธาว์ที่สูบน้ำเอามาเคี่ยวจนแห้งได้เกลือ เลยโรงงานทำเกลือไปอีกประมาณ ๙ กม.จะถึงโรงพยาบาลประจำอำเภอพิมาย ก่อนถึงทางซ้ายมือเรียกว่า ติดกับโรงพยาบาลคือร้านอาหารที่จะพามาชิม จะพามาชิมเป็ดย่าง เพราะเป็ดย่างพิมายนั้นมีเอกลักษณ์ของตัวเองไม่เหมือนใคร ไม่มีใครย่างเป็ดแบบพิมายอดใจรอไว้ก่อนเดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟัง
            ผ่านร้านเป็ดย่างพิมายไปแล้ว ผ่านโรงพยาบาลแล้วจะมาถึงสี่แยกน้อย ๆหากเลี้ยวซ้ายไปอีก ๒ กม. ก็จะได้ชมไทรงามเป็นต้นไทรที่มีพุ่ม กิ่งก้านสาขาแผ่ปกคลุมทั่วพื้นที่ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางไม่น้อยกว่า ๑๐๐ เมตร ตอนนี้สวยน้อยไปหน่อยเพราะร้านอาหารแผงอาหารตั้งกันเต็มไปหมด ไปปราสาทหินพิมายเสียก่อนแล้วกลับมากินอาหารอิ่มแล้วค่อยไปไทรงามก็ได้
               
พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพิมาย   พอข้ามสะพานไปแล้วก็จะถึงพิพิธภัณฑ์อย่าเลยไปเป็นอันขาดควรเข้าชมพิพิธภัณฑ์พิมายก่อนไปชมปราสาทพิมาย จะได้ความรู้ในการไปชมมากขึ้นเรียกว่าเจาะชมได้ถูกจุด
               
เลยทางเข้าพิพิธภัณฑ์ไปหน่อยก็จะถึงสี่แยกเลี้ยวขวาเข้าที่จอดรถที่อยู่หน้าทางเข้าอุทยานประวัติศาสตร์พิมายเมื่อเข้าประตูไปแล้วหากเดินเลี้ยวขวา จะมีร้านขายภาพ ขายหนังสือของกรมศิลปากรและของที่ระลึก เสียดายที่หนังสือดี ๆ ที่ผลิตโดยกรมศิลปากรราคาก็ไม่แพงมักจะเอามาวางขายตามพิพิธภัณฑ์ หรือโบราณสถานน้อยเกินไปด้านหลังร้านมีสุขาพออาศัยได้
               
หากเข้าประตูมาแล้ว เลี้ยวซ้ายก็จะไปยังตัวปราสาทหินพิมาย
               
อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย   ซึ่งเป็นที่ตั้งของปราสาทหินพิมายนี้ เป็นศาสนสถานที่สร้างขึ้นในพุทธศาสนาลัทธิมหายาน ตั้งอยู่ที่อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ชื่อ พิมายน่าจะมาจากคำเดียวกันกับชื่อ วิมาย ที่ปรากฎอยู่ในจารึกภาษาขอมบนแผ่นหินกรอบประตูระเบียงคดด้านหน้าของปราสาทหินพิมาย
               
คำว่า พิมาย ปรากฎเป็นชื่อเมืองในศิลาจารึก พบในปราสาทขอมหลายแห่งแม้รูปคำจะไม่ตรงกันที่เดียวนัก แต่เชื่อกันว่าหมายถึง เมืองพิมายอันเป็นที่ตั้งของปราสาทพิมาย โดยเรียกว่า เมืองวิมาย หรือวิมายะปรุะ (จารึกปราสาทพระขรรค์ พุทธศตวรรษที่ ๑๘) ข้อความในจารึกที่กล่าวว่าพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ มหาราชองค์สุดท้ายของขอม โปรดให้สร้างที่พักคนเดินทาง (อโรคยาศาล โรงพยาบาลขอม) จากราชธานีมายังเมืองพิมายรวม ๑๗ แห่งแสดงถึงความสำคัญของพิมาย ที่เกี่ยวพันกับราชอาณาจักรขอมพระเจ้าชัยวรมันสร้างอโรคยาศาลไว้ทั่วราชอาณาจักร ของพระองค์มากถึง ๑๐๒แห่ง
           
ปราสาทหินพิมาย คงจะเริ่มสร้างขึ้นตั้งแต่ปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๖ - ๑๗และได้มีการก่อสร้างเพิ่มเติมอีกในพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ในแผ่นดินของพระเจ้าชัยวรมันที่๗ กำหนดอายุปราสาทจากหลักฐานต่าง ๆ เช่น ศิลาจารึก ลักษณะทางสถาปัตยกรรมภาพจำหลักประดับสถาปัตยกรรม ซึ่งในปราสาทขอมนิยมแกะสลักลงในเนื้อหินส่วนต่าง ๆของอาคาร เช่น หน้าบัน ทับหลัง เสาประดับกรอบประตู และเสาประดับผนังภาพจำหลักเหล่านี้ นอกจากจะแสดงลักษณะทางศิลปะ ที่ช่วยในการกำหนดอายุขัยแล้ว ยังสามารถศึกษาคติทางศาสนา ขนบธรรมเนียม ประเพณีตลอดชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในสมัยนั้น ๆ ด้วย
           
การดำเนินงานของกรมศิลปากร
               
พ.ศ.๒๔๗๙   ประกาศขึ้นทะเบียนปราสาทหินพิมาย เป็นโบราณสถาน
               
พ.ศ.๒๕๐๗ - ๒๕๑๒ ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลฝรั่งเศสดำเนินการบูรณะด้วยวิธีอนัสติโลซิส โดยมี นายแบร์นารด์ ฟิลลิปป์ โกรล์ลิเยร์ และศาสตราจารย์หม่อมเจ้ายาใจ จิตรพงศ์ เป็นผู้อำนวยการบูรณะ
               
พ.ศ.๒๕๑๙ - ๒๕๓๒ กรมศิลปาการจัดตั้งโครงการอุทยานประวัติศาสตร์พิมายขึ้น เพื่อทำการบูรณะและปรับปรุงเมืองพิมายจนแล้วเสร็จเปิดให้ประชาชนเข้าชมได้
               
วันที่ ๑๒เมษายน ๒๕๓๒ สมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จ ฯพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในพิธีเปิด
               
บริเวณที่ตั้งของปราสาทพิมาย หากดูจากภาพถ่ายทางอากาศจะเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นเมืองโบราณขนาดใหญ่ มีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีคูและกำแพงเมืองล้อมรอบมีศาสนสถานอยู่กลางเมือง ล้อมรอบไปด้วยชุมชนใหญ่น้อยตัวเมืองตั้งอยู่ในทำเลที่สมบูรณ์ด้วยน้ำ เพราะมีลำน้ำไหลผ่านรอบเมือง ได้แก่ลำน้ำมูล ไหลผ่านทางทิศเหนือ และทิศตะวันออก ลำน้ำเค็มไหลผ่านทางทิศใต้ ลำน้ำจักรราชไหลผ่านทางทิศตะวันตก แล้วไหลไปบรรจบกับลำน้ำมูลที่ท่าสงกรานต์ ภายในตัวเมืองมีแหล่งน้ำกิน น้ำใช้ ได้แก่สระแก้ว สระพลุ่งสระขวัญส่วนภายนอกเมืองก็มีสระน้ำขุดไว้อีก คือสระเพลง สระโบสถ์สระเพลงแห้งทางทิศตะวันตก และยังมีอ่างเก็บน้ำบารายทางทิศใต้
               
ถ้าจะชมกันให้ทั่วเมืองอาจะจะชมก่อนมาชมปราสาทพิมายก็ได้ แต่บอกทิศทางยากสักหน่อย เพราะผมจับเส้นทางหลักไม่ค่อยจะถูกเหมือนกัน เวลาไปหาเพื่อชมนั้นทราบว่ามีอะไรบ้าง ใช้วิธีถามชาวเมือง แล้ววนรถหาดู เช่น หากจะกลับไปยังโคราชโดยไม่ซ้ำเส้นทางที่มาก็ไปได้ เส้นนี้จะผ่านโบราณสถานที่ชื่อว่าท่านางสระผมอยู่ในเส้นทางโบราณที่ตัดมาจากเมืองพระนคร แห่งอาณาจักรขอมโบรารมาสิ้นสุดที่ริมฝั่งแม่น้ำเค็ม ท่าน้ำแห่งนี้มีชื่อพื้นเมืองว่า ท่านางสระผม สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่
                   
ประตูและกำแพงเมือง มีประตูเมือง ๔ ประตู ตั้งอยู่ตรงกันตามแนวเหนือ - ใต้ และแนวออก - ตก
                   
ปัจจุบันนี้เหลือไว้ให้ชม ๓ด้านคือ ประตูทางทิศใต้ ทิศตะวันตก และทิศเหนือ เรียกชื่อว่าประตูชัย ประตูหินและประตูผีตามลำดับ ต่อจากซุ้มประตูต่อออกไปด้วยศิลาแลงเป็นกำแพงยาว ๒๐ เมตร สูง ๓ เมตรต่อจากนั้นเป็นกำแพงดิน ประตูทิศใต้จะสำคัยที่สุดคือ ประตูชัยเพราะเป็นประตูด้านหน้า
                   
กลับเข้ามาในบริเวณปราสาทหินพิมายเมื่อเข้าประตูมาแล้ว หากเดินเลี้ยวซ้ายมาอาคารแรกที่พบก่อนที่จะเข้าสู่ตัวปราสาทคือพลับพลาเปลื้องเครื่อง หันหน้าไปทางตะวันออก เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด กว้าง ๒๖ เมตร ยาว ๓๕.๑๐ เมตรระหว่างขุดแต่งพบกระเบื้องมุงหลังคาจำนวนมาก แสดงว่าหลังคาเครื่องไม้ มุงกระเบื้องและพบเหรียญสำริดจำนวนหนึ่ง บางทีเลยเรียกว่าคลังเงินศาลานี้ภายหลังคงจะใช้เป็นสถานที่ให้กษัตริย์เปลื้องหรือเปลี่ยนเครื่องทรงกษัตริย์ออกก่อนเสด็จ เข้าประกอบพิธีทางศาสนาในปราสาทและสันนิษฐานว่า สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗
                    สะพานนาคราช ถนนที่ทอดตรงจากท่านางสระผมมาผ่านประตูเมืองด้านหน้าจะมาสิ้นสุดที่สะพานนาคราช ซึ่งสะพานนี่จะอยู่เลยพลับพลาเปลื้องเครื่องมานิดเดียวเป็นทางเดินเข้าสู่ตัวปราสาทยาวประมาณ ๓๒ เมตร ราวสะพานโดยรอบทำเป็นลำตัวนาคราชชูคอแผ่พังพานมี ๗ เศียร หันหน้าออกไปยังเชิงบันไดทั้ง ๔ ทิศที่เชิงบันไดมีประติมากรรม รูปสิงห์สลักด้วยหินทราย
                   
ซุ้มประตูและกำแพงแก้ว เดินมาตามสะพานนาคราช จะมาถึงซุ้มประตู หรือที่เรียกว่าโคปุระซุ้มประตูก่อด้วยหินทรายมีห้องกลาง มีมุข ด้านข้างชักปีกออกไป ต่อกับกำแพงมีเสาหินทรายภายในซุ้มประตู
                   
บรรณาลัย พื้นที่บริเวณลานชั้นนอกของระเบัยงคดด้านตะวันตกและซุ้มประตูมีอาคารขนาดใหญ่เชื่อว่าเป็น บรรณาลัย ซึ่งหมายถึงสถานที่เก็บรักษาคัมภีร์ต่าง ๆ ทางศาสนา
                   
สระน้ำ ที่มุมทั้ง ๔ ของลานชั้นนอกมีสระน้ำอยู่มุมละ ๑ สระ สระเหล่านี้ไม่ได้ขุดขึ้นพร้อมกับการสร้างปราสาทมาขุดขึ้นภายหลัง สังเกตุได้จากขนาดของสระไม่เท่ากันและที่ตั้งไม่อยู่ในแนวเดียวกัน ภายในสระกรุด้วยแท่งหินและบริเวณนี้ยังเคยเป็นที่ตั้งของวัดต่า งๆ ที่สร้างขึ้นภายหลังและต่อมาได้ย้ายออกไปสร้างนอกปราสาทหมดแล้ว คือ วัดสระเพลงที่เคยอยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ วัดพระปรางค์ใหญ่อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ วัดเหล่านี้จะสร้างขึ้นเมื่อใดไม่ปรากฎหลักฐานแต่จากการที่อุโบสถมีชื่อพื้นเมืองว่า โบสถ์เจ้าพิมายประกอบกับได้พบพระพุทธรูปสมัยอยุธยาตอนปลายจำนวนหนึ่ง จึงเชื่อกันว่าคงจะสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลาย สระน้ำทั้งหลายก็คงจะเป็นสระน้ำที่ต่างวัดต่างขุดขึ้นมาไว้เป็นแหล่งน้ำของวัดนั่นเอง
                   
ซุ้มประตูและระเบียงคด ลักษณะของระเบียงคดก่อเป็นห้องยาวต่อเนื่องกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าล้อมรอบปราสาทชั้นในเป็นทางเดินที่มีผนังกั้นและมีหลังคาคลุม ภายในสามารถเดินทลุถึงกันได้ตลอด ระเบียงคดทั้ง ๔ ด้านจะก่อด้วยหินทรายสีแดง ซุ้มประตูระเบียงคดทางทิศใต้มีหลักฐานสำคัญ ให้ทราบถึงประวัติส่วนหนึ่งของปราสาทพิมาย นั่นคือจารึกบนกรอบประตูห้องกลางด้านทิศตะวันออก จารึกด้วยอักษรขอมโบราณ ภาษาเขมรระบุชื่อ "กมรเตงชคตวิมาย" และกล่าวถึงการสร้างรูปเคารพสำคัญ ชื่อ "กมรเตงชคตเสนาบดีไตรโลกยวิชัย" ใน พ.ศ.๑๖๕๑ และเมื่อตอนบูรณะ เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๒ได้พบแผ่นทองดุนลายรูปดอกบัว ๘ กลีบบรรจุไว้ในช่องที่ทำไว้เฉพาะที่พื้นห้องของซุ้มประตู แผ่นทองเหล่านี้บรรจุไว้เพื่อความเป็นศิริมงคล ในการสร้างปราสาท และเคยพบในปราสาทอื่น ๆ เช่นปราสาทตาเหมือนธม กิ่งอำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ปราสาทพนมรุ้งอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ และปราสาทเมืองต่ำ อำเภอประโคนชัยจังหวัดบุรีรัมย์
                    ปราสาทประธาน ภายในวงล้อมของระเบียงคดบริเวณลานชั้นในเป็นที่ตั้งของอาคารศาสนสถานหลายองค์ด้วยกันที่ตั้งอยู่ตรงกลางลานคือปราสาทประธาน ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมหลักและเป็นศูนย์กลางของศาสนสถานแห่งนี้ ปราสาทประธาน สร้างด้วยหินทรายสีขาวหันหน้าไปทางทิศใต้สูง ๒๘ เมตร ด้านหน้ามีมณฑปคือ ห้องรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเชื่อมต่อกับองค์ปราสาท โดยมีฉนวนคั่น มณฑปหรือห้องโถงดังกล่าวมีมุขเล็ก ๆ ๓ ด้านทั้งองค์ปราสาทและมณฑปตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน ประกอบด้วยฐานเขียงและฐานบัวเป็นชั้น ๆแต่ละชั้นสลักด้วยลวดลายต่าง ๆ เช่น ลายกลีบบัว ลายประจำยามลวดลายจะสลักมาจนถึงผนังปราสาท
                   
องค์ปราสาทหรือเรือนธาตุ มีลักษณะเป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมย่อมุมมีมุขยื่นออกไปทางทิศตะวันออก ทิศเหนือและทิศตะวันตก หน้ามุขทั้ง ๓ ด้านมีบันไดขึ้นและประตู ภายในอาคารมีห้องสี่เหลี่ยมใช้เป็นที่ประดิษฐานรูปเคารพที่สำคัญที่สุดของศาสนาสถานรูปเคารพดังกล่าวได้สูญหายไปแล้ว คงมีอยู่แต่ร่องน้ำมนต์ที่มุมห้องด้านทิศตะวันออกซึ่งได้ต่อท่อลอดออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
                   
ถัดจากเรือนธาตุขึ้นไปคือ ส่วนยอดหรือเรือนยอด ซึ่งก็คือส่วนที่เป็นหลังคาแต่เป็นหลังคาที่ทำเป็นชั้น ๆ ลดหลั่นกันขึ้นไปที่เรียกว่า ชั้นเชิงบาตร รวม ๕ ชั้นที่เชิงหลังคามีรูปสลักเป็นรูปครุฑแบกอยู่ตรงกลางทั้ง ๔ ทิศรูปสลักเหล่านี้งดงามมาก ขอให้ชมอย่างตั้งใจอย่าเพียงแต่มองผ่าน
                   
ส่วนประกอบของปราสาทประธานได้แก่มุขปราสาทและมณฑป การแกะสลักลวดลายต่าง ๆ ไว้บนประสาทประธานนี้จะแกะสลักอย่างปราณีตและงดงามมาก เช่น ส่วนฐานองค์เรือนธาตุ เสาประดับผนัง เสาประดับกรอบประตูกรอบหน้าบัน ส่วนต่าง ๆ เหล่านี้มีจำหลักเป็นลวดลายพันธ์พฤกษาเช่นลายใบไม้ม้วนลายประจำยาม ลายเฟื่องอุบะ ลายกรวยเชิง ลายก้านต่อดอกส่วนที่หน้าบันและทับหลังจะจำหลักเป็นภาพเล่าเรื่องส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับศาสนา ทั้งในคัมภีร์ในศาสนาฮินดูและพุทธศาสนาลัทธิมหายาน
                   
มีหลักฐานว่าปราสาทประธานสร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ ๑๖ - ๑๗เพื่อให้เป็นพุทธสถานในลัทธิมหายาน (นิกายวัชรยาน) ไม่ใช่เทวสวถานดังเช่นปราสาทอื่นๆ ในระยะเวลาใกล้เคียงกันเช่น ปราสาทพนมรุ้ง หรือปราสาทนครวัดที่เสียมราฐหลักฐานสำคัญคือ ศิลาจารึกที่พบภายในบริเวณปราสาทพิมายที่มุขทิศตะวันออกของปราสาทประธาน ที่ระบุศักราชตรงกับ พ.ศ.๑๕๗๙ และ พ.ศ.๑๕๘๙มีข้อความสรรเสริญพระพุทธเจ้าและพระราชาพระนาม "ศรีสุริยะวรมะ"ผู้ทรงนับถือพุทธสานามหายานหรือพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑และเมื่อพุทธศาสนามหายานเฟื่องฟูสุดขีดในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ในพุทธศตวรรษที่๑๘ปราสาทพิมายจึงได้รับการบูรณะและก่อสร้างเพิ่มเติมอีกมากมาย
                   
นอกจากนี้ในบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์พิมาย มีปรางค์หินแดงซึ่งยังมีทับหลังเหลืออยู่คือที่เหนือกรอบประตูด้านทิศเหนือเล่าเรื่องตอนพระกรรณะล่าหมูป่า ในเรื่องมหาภารตะหอพราหมณ์เป็นอาคารก่อด้วยหินทรายและศิลาแลงตอนขุดแต่งพบแท่งศิวลึงค์ทำด้วยหินทราย จึงเชื่อกันว่าอาคารหลังนี้สำหรับใช้ในพิธีพราหมณ์ จึงเรียกว่า หอพราหมณ์ปรางค์พรหมทัตอยู่ด้านหน้าของปราสาทประธาน สร้างด้วยศิลาแลง สูงประมาณ ๑๖ เมตรจำหลักลวดลายที่ทับหลัง และกรอบประตูพลับพลาอยู่ในลานชั้นในทางทิศตะวันออกของปราสาทประธาน ไม่มีหลักฐานว่าสร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ใดยังมีอีกทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ของปราสาทหินพิมายไปสัก ๑๐๐ เมตรมีซากเจดีย์ขนาดใหญ่ ขุดแต่งเรียบยร้อยแล้ว ก่อด้วยอิฐ ตั้งอยู่บนเนินดินเรียกว่าเมรุพรหมทัต เพราะนำไปเชื่อมโยงกับนิทานพื้นบ้าน เรื่องของท้าวปาจิตกับนางอรพิมซึ่งรักกันแต่ถูกท้าวพรหมทัตนำนางไปกักขังเอาไว้เล่าว่าตรงนี้คือที่ถวายพระเพลิงท้าวพรหมทัต และแห่งสุดท้ายที่ควรชมคือ ๑ ใน ๗แห่งของอโรคยาศาลที่พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗สร้างเอาไว้ในเส้นทางจากพิมายไปสู่พระนครเขมร อโรคยาศาลหรือกุฎิฤาษีแห่งนี้อยู่นอกเขตกำแพงเมืองทางด้านทิศใต้ของปราสาทพิมาย ระหว่างกำแพงเมืองกับท่านางสระผมซึ่งทั่วราชอาณาจักรของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ สร้างเอาไว้มากถึง ๑๐๒แห่ง
                   
ก่อนไปชิมเป็ดย่างพิมายขอแนะนำของฝากจากโคราช ย่านหน้าอนุสาวรีย์ย่าโมมีขายหมด ได้แก่ กุนเชียง หมูยอใส้กรอกอีสาน หมูแผ่น หมูหยอง แหนม เส้นก๋วยเตี๋ยวอบแห้งที่เรียกกันว่าหมี่โคราชเส้นหมี่พิมาย "เป็ดย่างพิมาย"แต่เป็ดย่างพิมายกับเส้นหมี่นั้นต้องซื้อจากตัวอำเภอพิมายในตัวเมืองโคราชยังไม่เคยเจอ
                   
เป็ดย่างพิมายอยู่ติดกับโรงพยาบาลพิมาย หากเลี้ยวขวามาจากถนนสาย ๒ มาอีก ๙ กม.ก่อนเข้าตัวเมืองพิมายร้านจะอยู่ทางฝั่งซ้ายมือ ที่เรียกว่า เป็ดย่างพิมายเพราะเขาไม่ได้ย่างเหมือนเป็ดย่างที่แขวนอยู่ในตู้ตัวแดง ๆหรือเป็ดย่างหนังกรอบคนละแบบกัน เป็ดย่างพิมายเขาย่างแบบไก่ย่างแต่เอาคีมมาประกบตัวเป็ด แล้วรัดที่หัวคีมเอาไว้เป็นเป็ดหนุ่มสาวก่อนย่างก็ต้องหมักเช่นเดียวกับไก่ย่างอีสาน รสชาติออกจะคล้ายกันแต่หากให้ผมเลือกเอาเป็ดย่างพิมายมาร้านนี้ ต้องสั่งคำแรกเลยทีเดียวว่าเป็ดย่างหากกลัวแย่งกันก่อนเข้ามาไปดูที่แผงที่เขากำลังย่างที่หน้าร้านว่าตัวขนาดไหนหากให้ผมสั่ง ผมสั่งเกณฑ์ฝ่ายชายคนละตัวเลยทีเดียว ฝ่ายหญิงพออนุโลม ๑ ตัวต่อ ๒ คนย่างแล้วเป็ดจะนุ่ม มีรส ไม่จิ้มน้ำจิ้มก็ยังได้ เพราะก่อนย่างเขาหมักเกลือมาแล้วเตาย่างอยู่หน้าร้าน คนสับเป็ดก็สับอยู่หน้าร้าน คนซื้อกลับบ้านก็ซื้อที่หน้าร้านเตานั้นย่างได้คราวละสัก ๒๐ ตัว ผมถึงบอกว่าให้ดูขนาดตัวเป็ดเขาก่อนแล้วจึงสั่งไม่งั้นหมดแล้วรอนาน
                   
ต้มยำยวงไข่หรือเรียกว่าเครื่องในไก่ ไข่อ่อน สั่งควบกันไปเลยหากมาหลายคน คือ ต้มยำยวงไข่และผัดเผ็ดเครื่องในไก่ไข่อ่อน แต่ร้านนี้เขาเรียกว่า ยวงไข่ต้มยำจะเสริฟมาในหม้อไฟซดร้อน ๆ ชื่นใจ
                   
ลาบหมู ปกติเวลากินลาบอีสานผมกลัวความเปรี้ยว แต่ที่ร้านทิวไผ่ไม่เปรี้ยวจัดเปรี้ยวอร่อย
                   
แกงเผ็ดเป็ดย่าง น้ำแกงข้น รสเข้มต้องสั่งข้าวสวยเอาแกงวราดข้าวน่าจะอร่อยกว่าข้าวนึ่ง
                   
ปิดท้ายด้วยไอศครีมเผือก รสหวานมันถูกใจ